2005/Jun/21

เกิด วันจันทร์ เดือนแปด ขึ้น๑ ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาเช้า๒ โมง ตรงกับวันที่๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๙ ในรัชกาลที่๑

มรณะปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ ในรัชกาลที่๔ อายุ ๗๐ ปี

บิดา ชาวบ้านกล่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

มารดา เป็นชาวเมืองอื่น แล้วอพยพมาอยู่กรุงธนบุรี และคงมีเชื้อสายผู้ดี เพราะเข้านอกออกในบริเวณพระราชวังหลังได้ ต่อมาได้เป็นนางนมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง คือ พระองค์เจ้าจงกล

วัยเด็กบิดามารดาหย่ากัน บิดาออกไปบวชที่เมืองแกลง ส่วนมารดาคงอยู่ในพระราชวังหลังต่อมา และได้สามีใหม่ เกิดบุตรหญิงอีก ๒ คนชื่อ ฉิมและนิ่มเมื่อสุนทรภู่โตขึ้น มารดาได้พาไปฝากเรียนกับพระที่วัดชีปะขาว หรือก็คือวัดศรีสุดาราม ในคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน สุนทรภู่ได้เล่าประวัติตินนี้ไว้ในนิราศสุพรรณว่า

"วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ แรกเรียน
ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย
เดินระวางระวังเวียน หว่างวัด ปะขาวเฮย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้างกลางสวน"

เมื่อประมาณอายุ ๑๘ ปี เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน นิราศคำกลอนเรื่องแรกของสุนทรภู่คือ เรื่องโคบุตร เป็นหนังสือ ๘เล่มสมุดไทย

สุนทรภู่ได้ไปชอบพอกับหญิงสาวที่ชื่อ จัน แล้วได้แต่งเพลงยาวไปให้ พ่อของนางจันเจอเข้าเลยนำความขึ้นกราบทูลกรมพระราชวังหลัง ถูกกริ้วต้องเวรจำทั้งชายหญิง ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่สุนทรภู่ต้องถูกขังเพราะเรื่องรัง แต่ถูกขังไม่นานเท่าไหร่ เพราะถึงวันที่ ๒๐ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๔๙ กรมพระราชวังหลังก็ประชวรทิวงคต สุนทรภู่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ แต่จิตใจก็ยังหม่นหมองอยู่ ไม่อยากอยู่วังหลังอีกต่อไป ตอนนั้นคิดถึงบิดา แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็ครบบวช อยากจะบวชเพื่อล้างอัปมงคลที่ถูกจองจำเสียด้วยเมื่อตัดสินใจเช่นนั้นก็ได้ออกเดินทางไปกับศิษย์ที่มาหัดแต่งหนังสือกับตนอีก ๒ คนชื่อน้อยกับพุ่ม การเดินทางไปเมืองแกลงนั้นยากลำบากมาก สุนทรภู่มีจุดประสงค์อยู่ ๒ ประการคือ ต้องการพบบิดาและต้องการบวช การบวชของสุนทรภู่นั้นประสบความล้มเหลว เพราะสุนทรภู่ป่วยเสียเดือนหนึ่งเต็มๆ แทบจะเอาชีวิตไม่รอด พอหายป่วยก็กลับเข้ากรุงเทพฯ

การไปเมืองแกลงนั้น สุนทรภู่ได้แต่งนิราศขึ้นเล่มหนึ่งเรียกว่า นิราศเมืองแกลง และได้ส่งเข้าไปให้แม่จันอ่าน นิราศเมืองแกลงที่แต่งมาฝากนั้นเกิดเป็น ขันหมาก ขึ้นมา เพราะแม้นผู้ใหญ่ทางแม่จันจะไม่ชอบสุนทรภู่ แต่หมดปัญญาจะขัดขวาง เพราะสุนทรภู่และแมจันได้มอบดวงใจแก่กันอย่างแน่นแฟ้นเสียแล้ว เจ้าครอกทองอยู่ซึ่งเป็นพระอัครชายาของพระราชวังหลัง ทรงเมตตาช่วยจัดการให้ สุนทรภู่จึงได้แต่งงานกับแม่จันสมปรารถนา แต่ชีวิตครองเรือนของสุนทรภู่ไม่ได้เป็นปกติสุขนัก เพราะแม่จันมีนิสัยขี้หึงและแสนงอน สุนทรภู่ตอนแต่งงานไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านนัก เที่ยวเตร่กินเหล้าเมาเป็นประจำ สุนทรภู่มีภรรยาหลายคน ที่ปรากฎในบทประพันธ์ ชื่อจันนิ่ม มีบุตรชาย๒ คน ชื่อพัด(ลูกของนางจัน) และตาบ(ลูกของแม่นิ่ม) สุนทรภู่ได้หย่าขาดกับแม่จัน แล้วอยู่กินกับแม่นิ่ม ซึ่งช่วยส่งเสียสุนทรภู่ระหว่างติดคุกเรื่องที่สุนทรภู่กับนางจันทะเลาะกันเรื่อง แม่นิ่ม อยู่แล้วมีลุงคนหนึ่งออกมาห้ามปราม สุนทรภู่ได้ไปทำร้ายร่างกายลุงคนนั้น จนบาดเจ็บ ในระหว่างที่ติดคุกอยู่นั้นสุนทรภู่ได้แต่งเรื่องพระอภัยมณีออกมาเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพในยามยาก

สุนทรภู่ได้ลาออกจากเสมียน เดินทางท่องเที่ยวไปหลายวัด และได้กลับมากรุงเทพฯ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ และคงนึกถึงสุนทรภู่ เพราะเคยได้ยินชื่อเสียง และเคยเห็นสำนวนกลอนมาก่อน ตาอมาภายหลังสุนทรภู่เริ่มเป็นคนโปรด เมื่อแต่งกลอนตอนนางสีดาผูกคอตาย

สิ้นรัชกาลที่๒ สุนทรภู่ถูกถอดออกจากตำแหน่ง จึงได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากสึกแล้วจึงเข้าฝากตัวอยู่ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระปิ่นเกล้า) สุนทรภุ่จึงมีโอกาสเข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ ในสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่หัว มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๓๙๘ รวมอายุได้๗๐ ปี

สุนทรภู่ เป็นกวีไทยที่มีชื่อเสียงและความเป็นเอกในเชิงกลอน ท่านได้รับเกียรติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งเป็นกวีเอกของโลก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการฉลอง๒๐๐ ปี กวีเอกสุนทรภู่ขึ้น นับว่าท่านเป็นกวีสามัญคนเดียวที่ได้รับการสดุดียกย่องอย่างสูง